วงแหวนแห่งไฟ คืออะไร? ทำไมแผ่นดินไหวบ่อย ประเทศไหนโดนบ้าง ไทยเสี่ยงแค่ไหน

วงแหวนแห่งไฟ คืออะไร? ทำไมแผ่นดินไหวบ่อย ประเทศไหนโดนบ้าง ไทยเสี่ยงแค่ไหน

วงแหวนแห่งไฟ คืออะไร? ทำไมแผ่นดินไหวบ่อย ประเทศไหนโดนบ้าง ไทยเสี่ยงแค่ไหน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

วงแหวนแห่งไฟ คืออะไร? ทำไมแผ่นดินไหวบ่อย ประเทศไหนโดนบ้าง ไทยเสี่ยงโดนหางเลขแค่ไหน

เหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.7 บริเวณเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายและมีการประกาศเตือนสึนามิ ทำให้คำว่า “วงแหวนแห่งไฟ” หรือ Ring of Fire กลับมาได้รับความสนใจ เพราะอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่อยู่ในเขตแผ่นดินไหวและภูเขาไฟที่มีพลังมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก 

วงแหวนแห่งไฟ ไม่ใช่วงกลม แต่เป็นแนวรูปเกือกม้ารอบมหาสมุทรแปซิฟิก

Ring of Fire หรือ Circum-Pacific Belt คือแนวที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟจำนวนมากตามขอบมหาสมุทรแปซิฟิก ลักษณะจริงไม่ได้เป็นวงกลมสมบูรณ์ แต่คล้ายรูปเกือกม้า ทอดยาวประมาณ 40,000 กิโลเมตร ตั้งแต่ฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกา ผ่านอะแลสกาและช่องแคบแบริ่ง ลงมายังญี่ปุ่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสิ้นสุดบริเวณนิวซีแลนด์

บริเวณนี้เต็มไปด้วยแนวร่องลึกใต้มหาสมุทร แนวภูเขาไฟ และรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหลายแผ่น โดยเฉพาะบริเวณที่แผ่นเปลือกโลกแผ่นหนึ่งมุดตัวลงใต้แผ่นอีกแผ่น หรือที่เรียกว่า Subduction Zone ซึ่งสามารถก่อให้เกิดทั้งแผ่นดินไหวรุนแรงและภูเขาไฟระเบิดได้

ทำไมวงแหวนแห่งไฟถึงเกิดแผ่นดินไหวบ่อย?

เปลือกโลกไม่ได้เป็นแผ่นเดียว แต่แบ่งออกเป็นแผ่นเปลือกโลกขนาดใหญ่และขนาดเล็กหลายแผ่นที่เคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลา บริเวณขอบมหาสมุทรแปซิฟิกมีรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกจำนวนมาก เมื่อแผ่นเหล่านี้ชนกัน มุดตัว หรือเลื่อนผ่านกัน พลังงานที่สะสมอยู่สามารถถูกปลดปล่อยออกมาเป็นแผ่นดินไหวได้

USGS ระบุว่า ประมาณ 90% ของแผ่นดินไหวทั่วโลกเกิดตามแนววงแหวนแห่งไฟ ขณะที่ National Geographic ระบุว่า บริเวณนี้มีภูเขาไฟมากกว่า 450 แห่ง หรือประมาณ 75% ของภูเขาไฟบนโลก จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีกิจกรรมทางธรณีวิทยาสูงที่สุดในโลก

ประเทศไหนอยู่ใน “วงแหวนแห่งไฟ” บ้าง?

Ring of Fire ไม่ได้มีเส้นเขตแดนทางการเมืองตายตัวเหมือนพรมแดนประเทศ การบอกว่าประเทศใด “อยู่ในวงแหวนแห่งไฟ” จึงหมายถึงประเทศหรือดินแดนที่มีแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลก ร่องลึก ภูเขาไฟ หรือเขตแผ่นดินไหวสำคัญของแนว Circum-Pacific พาดผ่านหรืออยู่ใกล้เคียง โดยประเทศสำคัญที่มักถูกจัดอยู่ในแนวนี้ ได้แก่

ฝั่งทวีปอเมริกาใต้

  • ชิลี
  • เปรู
  • เอกวาดอร์
  • โคลอมเบีย

บริเวณชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาใต้เป็นหนึ่งในเขตมุดตัวสำคัญของโลก โดยแผ่นนาซกามุดลงใต้แผ่นอเมริกาใต้ จึงเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และแนวภูเขาไฟตามเทือกเขาแอนดีสจำนวนมาก

อเมริกากลางและอเมริกาเหนือ

  • ปานามา
  • คอสตาริกา
  • นิการากัว
  • เอลซัลวาดอร์
  • กัวเตมาลา
  • เม็กซิโก
  • สหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก อะแลสกา และหมู่เกาะอะลูเชียน
  • แคนาดา โดยเฉพาะฝั่งตะวันตก

แนวนี้ทอดต่อขึ้นมาตามชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของอเมริกาเหนือ ก่อนเลี้ยวผ่านอะแลสกาและหมู่เกาะอะลูเชียนไปยังฝั่งเอเชีย

ฝั่งเอเชียและแปซิฟิกตะวันตก

  • รัสเซีย โดยเฉพาะคาบสมุทรคัมชัตกา
  • ญี่ปุ่น
  • ไต้หวัน
  • ฟิลิปปินส์
  • อินโดนีเซีย

ประเทศในแถบนี้เป็นพื้นที่ที่เกิดทั้งแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ภูเขาไฟระเบิด และสึนามิอยู่เป็นระยะ โดยอินโดนีเซียและญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างประเทศที่ประชาชนต้องอยู่ร่วมกับความเสี่ยงทางธรณีวิทยาอย่างต่อเนื่อง

โอเชียเนียและแปซิฟิกใต้

  • ปาปัวนิวกินี
  • หมู่เกาะโซโลมอน
  • วานูอาตู
  • ตองกา
  • นิวซีแลนด์

พื้นที่แปซิฟิกใต้มีรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกหลายแนวเช่นกัน โดย National Geographic ระบุว่าพื้นที่เมลานีเซียจำนวนมากตั้งอยู่ใกล้รอยต่อระหว่างแผ่นแปซิฟิกและแผ่นออสเตรเลีย ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญของ Ring of Fire

จุดสีแดงแสดงแผ่นดินไหวปี 2015-2025

แล้วประเทศไทยอยู่ในวงแหวนแห่งไฟหรือไม่?

ประเทศไทยไม่ได้ตั้งอยู่บนแนว Pacific Ring of Fire โดยตรง เพราะเราไม่ได้อยู่ตามขอบมหาสมุทรแปซิฟิกเหมือนญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย หรือชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกา ดังนั้นไทยจึงไม่ได้มีภูเขาไฟมีพลังและแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ถี่ในระดับเดียวกับประเทศที่ตั้งอยู่ตรงแนวรอยต่อแผ่นเปลือกโลกหลักของวงแหวนแห่งไฟ

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ไม่ได้อยู่ในวงแหวนแห่งไฟ” ไม่ได้หมายความว่าประเทศไทยไม่มีความเสี่ยงจากแผ่นดินไหว เพราะไทยมีรอยเลื่อนมีพลังของตัวเอง และยังอยู่ใกล้เขตแผ่นดินไหวสำคัญของประเทศเพื่อนบ้าน โดยกรมทรัพยากรธรณีระบุว่า ปัจจุบันประเทศไทยมี 16 กลุ่มรอยเลื่อนมีพลัง ครอบคลุม 23 จังหวัด

16 กลุ่มรอยเลื่อนมีพลังของไทย อยู่ตรงไหนบ้าง?

กรมทรัพยากรธรณีจำแนกรอยเลื่อนมีพลังในประเทศไทยไว้ 16 กลุ่ม ได้แก่ รอยเลื่อนแม่จัน แม่อิง แม่ฮ่องสอน เวียงแหง เมย แม่ทา เถิน พะเยา แม่ลาว ปัว อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ ศรีสวัสดิ์ เจดีย์สามองค์ ระนอง และคลองมะรุ่ย โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้บางพื้นที่

จึงเป็นไปได้ที่ประเทศไทยจะเกิดแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนภายในประเทศเอง แม้เหตุส่วนใหญ่จะมีขนาดไม่เท่ากับแผ่นดินไหวขนาดมหึมาที่เกิดตามแนวมุดตัวรอบมหาสมุทรแปซิฟิก

แผ่นดินไหวอินโดนีเซีย ไทยรู้สึกได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ขนาด ความลึก และระยะห่างของแผ่นดินไหว อินโดนีเซียมีพื้นที่กว้างมาก ดังนั้นไม่ใช่ทุกเหตุการณ์จะส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศไทย แต่แผ่นดินไหวบริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ซึ่งอยู่ใกล้ทะเลอันดามันมากกว่า สามารถทำให้ประชาชนภาคใต้ของไทยรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้

ตัวอย่างล่าสุดจากสถิติของกองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.1 บริเวณตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย และมีรายงานว่าประชาชนในจังหวัดภูเก็ตรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บนอาคารหลายชั้น

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2569 แผ่นดินไหวขนาด 6.4 บริเวณตอนเหนือของหมู่เกาะสุมาตรา ก็มีรายงานผู้รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนในจังหวัดตรังและสตูลเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าแม้ศูนย์กลางจะอยู่นอกประเทศไทย แต่หากมีขนาดและตำแหน่งเหมาะสม แรงสั่นสะเทือนก็สามารถเดินทางมาถึงไทยได้

สิ่งที่ไทยต้องระวังมากกว่า คือแนวสุมาตรา-อันดามัน

สำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน หนึ่งในแหล่งความเสี่ยงสำคัญอยู่บริเวณ แนวมุดตัวสุมาตรา-อันดามันและร่องลึกซุนดา ในมหาสมุทรอินเดีย หากเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเลขนาดใหญ่มากและมีการยกตัวของพื้นทะเล ก็สามารถก่อให้เกิดสึนามิที่เดินทางเข้าสู่ชายฝั่งไทยได้

จุดที่ควรเข้าใจคือ แนวมุดตัวสุมาตรา-อันดามันที่สร้างสึนามิปี 2547 อยู่ในมหาสมุทรอินเดีย จึงไม่ควรเหมารวมว่าเหตุสึนามิทุกครั้งที่มาจากอินโดนีเซียเกิดจาก “Pacific Ring of Fire” โดยตรง แม้ประเทศอินโดนีเซียโดยภาพรวมจะอยู่ในเขตธรณีแปรสัณฐานที่ซับซ้อนและเป็นส่วนสำคัญของวงแหวนแห่งไฟก็ตาม

บทเรียนปี 2547 ไทยไม่ได้อยู่ Ring of Fire แต่ก็ได้รับผลกระทบรุนแรง

เหตุการณ์วันที่ 26 ธันวาคม 2547 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด แผ่นดินไหวขนาดใหญ่นอกชายฝั่งตอนเหนือของเกาะสุมาตราทำให้พื้นทะเลเคลื่อนตัวอย่างรุนแรงและเกิดสึนามิในมหาสมุทรอินเดีย ก่อนคลื่นจะเดินทางเข้าถล่มชายฝั่งประเทศไทย

กรมทรัพยากรธรณีระบุว่า ประเทศไทยได้รับผลกระทบใน 6 จังหวัดฝั่งอันดามัน ได้แก่ ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต ตรัง และสตูล โดยบางพื้นที่มีคลื่นสูงกว่า 10 เมตร เหตุการณ์นี้จึงยืนยันว่า การไม่ได้ตั้งอยู่บนแนววงแหวนแห่งไฟโดยตรง ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ได้รับผลจากแผ่นดินไหวและสึนามิที่เกิดขึ้นในภูมิภาคใกล้เคียง

ถ้าเกิดแผ่นดินไหวแรงในญี่ปุ่น ชิลี หรือฟิลิปปินส์ ไทยต้องกลัวสึนามิไหม?

ไม่ใช่แผ่นดินไหวทุกแห่งบน Ring of Fire จะส่งผลต่อประเทศไทย เพราะทิศทางของคลื่นสึนามิขึ้นอยู่กับตำแหน่งและกลไกการเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงลักษณะของมหาสมุทรที่เชื่อมต่อกัน แผ่นดินไหวในมหาสมุทรแปซิฟิก เช่น ญี่ปุ่น ชิลี หรืออะแลสกา โดยทั่วไปไม่ได้มีเส้นทางเปิดตรงเข้าสู่ชายฝั่งทะเลไทยเหมือนแหล่งกำเนิดในมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน

นอกจากนี้ ไม่ใช่แผ่นดินไหวใต้ทะเลทุกครั้งจะก่อให้เกิดสึนามิ แผ่นดินไหวที่จะสร้างสึนามิรุนแรงมักต้องมีขนาดใหญ่พอ เกิดในตำแหน่งและความลึกที่เหมาะสม และทำให้พื้นทะเลเคลื่อนตัวในแนวดิ่งจนผลักมวลน้ำจำนวนมากขึ้นหรือลง

ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังอะไรบ้าง?

  • แผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนมีพลังภายในประเทศ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้บางพื้นที่
  • แผ่นดินไหวจากประเทศเมียนมา ซึ่งสามารถส่งแรงสั่นสะเทือนเข้ามายังภาคเหนือ ภาคตะวันตก และบางครั้งรับรู้ได้ไกลกว่านั้น
  • แผ่นดินไหวจากตอนเหนือของเกาะสุมาตรา ซึ่งอาจรับรู้แรงสั่นสะเทือนได้ในจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน
  • สึนามิจากแนวมุดตัวสุมาตรา-อันดามัน ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญของจังหวัดชายฝั่งอันดามัน

ปัจจุบันประเทศไทยมีทั้งระบบตรวจวัดแผ่นดินไหวและระบบเฝ้าระวังสึนามิ โดยศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติระบุว่ามีการติดตั้งทุ่นตรวจวัดคลื่นสึนามิในมหาสมุทรอินเดียและทะเลอันดามัน เพื่อสนับสนุนระบบแจ้งเตือนภัยของประเทศ

สรุป “วงแหวนแห่งไฟ” ไกลไทย แต่ไม่ใช่เรื่องไกลตัว

ประเทศไทยไม่ได้อยู่บน Pacific Ring of Fire จึงไม่ได้เผชิญแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดถี่ในระดับเดียวกับอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ หรือชิลี แต่ไทยยังมีความเสี่ยงจากรอยเลื่อนมีพลังภายในประเทศ รวมถึงแรงสั่นสะเทือนและสึนามิที่มีต้นกำเนิดจากพื้นที่ใกล้เคียง

สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหว และมีโอกาศได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวจากประเทศอื่น เพราะเหตุการณ์ในอดีตพิสูจน์แล้วว่า ธรณีพิบัติภัยสามารถส่งผลข้ามพรมแดนได้ไกลกว่าจุดที่เกิดเหตุหลายร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร

เปิดแผนที่โลก "บันทึกแผ่นดินไหว" ปี 2015-2025 ซูมดูชัดๆ ประเทศไทยโชคดีมาก

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล